รีโนเวทบ้านเก่า ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่

ไม่ว่าใครต่างก็อยากมีบ้านเป็นของตนเองสักหลัง แต่ด้วยมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ บวกกับโครงการบ้านหลัง ทาวน์โฮมต่าง ๆ ในปัจจุบันก็กระจายออกไปตามชานเมือง สร้างความยากลำบากเมื่อต้องเดินทาง ธุรกิจรีโนเวทบ้านมือสองจึงเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนบ้านหลังเก่าให้ดูสวยงาม น่าอยู่อาศัย เกิดเป็นคำถามว่าธุรกิจดังกล่าวได้รับความนิยมในยุคนี้มากน้อยแค่ไหน

ธุรกิจ การรีโนเวทบ้านใหม่ มือสอง ได้รับความนิยมในยุคนี้หรือไม่
หากตอบกันแบบชัดเจนต้องยืนยันเลยว่า  รีโนเวทบ้านมือสอง คืออีกทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงมากในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้เมื่อมองถึงเหตุผลก็สามารถแบ่งออกเป็นรายข้อ ดังนี้
1. สามารถขายในราคาต่ำกว่าบ้านมือ 1
หากเทียบกันทั้งเรื่องทำเล ขนาดของตัวบ้าน ลักษณะโครงสร้างต่าง ๆ คนที่ทำธุรกิจรีโนเวทบ้านมือสองมีโอกาสขายออกแทบไม่ต่างกับบ้านมือ 1 แถมบางทำเลยังอาจขายออกเร็วกว่าด้วยซ้ำ เหตุผลมาจากต้นทุนที่ประหยัดกว่า ด้วยการมีโครงสร้างบ้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อตกแต่ง เปลี่ยนแปลงบางสิ่งเข้าไปใหม่ยังไงราคาก็ถูกกว่าการสร้างบ้านทั้งหลังแน่ เมื่อราคาเซฟเงินในกระเป๋าเป็นใครสนใจ

2. ดีไซน์บ้านได้ตามสมัยนิยม
ไม่ว่าดีไซน์เก่าของตัวบ้านจะเป็นอย่างไร คนทำธุรกิจรีโนเวทบ้านมือสองพร้อมสร้างสรรค์และนำไอเดียต่าง ๆ มาใช้เพื่อให้เกิดเป็นรูปแบบน่าสนใจตามสมัยนิยมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนอาคารพาณิชย์ให้เป็นบ้านแบบมินิมอล มีมุมระเบียงสำหรับพักผ่อน จากเดิมระเบียงเอาไว้ปลูกต้นไม้ หรือที่อยู่ของนกอันแสนสกปรก เป็นต้น เมื่อดีไซน์ออกมาดูดีใครก็อยากซื้อหรือเช่าอยู่

3. มีสื่อออนไลน์ช่วยโปรโมท โฆษณา
รีโนเวทบ้านมือสองปัจจุบันแทบไม่ต้องเหนื่อยในการลงป้ายประกาศโฆษณาตามบิลบอร์ด หรือลงนิตยสารใด ๆ ด้วยซ้ำ แค่โพสต์ลงสื่อออนไลน์ไม่ว่าจะ Social Media, เว็บประกาศขายบ้านมือสองฟรี ฯลฯ ก็ช่วยให้ผู้คนสนใจและอยากเข้ามาดูด้วยตนเองแล้วว่าบ้านของจริงหลังผ่านการรีโนเวทเป็นอย่างไรบ้าง เพิ่มโอกาสในการขายออกให้ง่ายยิ่งกว่าเดิม

สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าใครสนใจหันมาทำธุรกิจรีโนเวทบ้านมือสอง ถือเป็นอีกช่องทางสร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน ไม่ต่างกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์แบบอื่น ๆ ด้วยซ้ำ เพียงแค่ตัวสินทรัพย์ที่เลือกจะเป็นบ้านหลังเก่าแล้วนำมาปรับปรุงใหม่เพื่อปล่อยเช่าหรือขายต่อในราคาที่สูงกว่าเดิม ใส่ไอเดีย สนุกไปกับงานศิลปะด้านการออกแบบตกแต่ง ได้ทั้งเงินและความสุขในเวลาเดียวกันเมื่อเห็นบ้านหลังโทรมเปลี่ยนไปในทิศทางที่น่าประทับใจ

จะเลือกแผนประกันเดินทางอย่างไรให้คุ้มค่า

เมื่อเดินทางไม่ว่าจะไปเที่ยวหรือไปทำงาน หรือจุดประสงค์อื่น ๆ ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ ก็คือ ประกันเดินทาง เพราะแม้จะวางแผนการเดินทางดีอย่างไร ก็อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เสมอ ไม่ว่าจะกับตัวคุณเอง หรือทรัพย์สิน เช่น การโจรกรรม ของสูญหาย อุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วย สิ่งที่จะช่วยให้คุณอุ่นใจกับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ ก็คือประกันเดินทางนั่นเอง ซึ่งแผนประกันก็ค่อนข้างมีอยู่หลายแบบ

  1. จุดประสงค์ในการเดินทาง : ไลฟ์สไตล์ กิจกรรม ต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ ดูก่อนเลยว่า ในการเดินทางครั้งนี้ คุณตั้งใจจะไปทำอะไรบ้าง เช่น ไปทำงาน ไปเที่ยวชิล ๆ หรือ ไปเที่ยวลุย ๆ ก็ให้พิจารณาประกันเดินทางที่ครอบคลุมกิจกรรมของคุณ หรือเน้นการคุ้มครองไปที่กิจกรรมของคุณ เช่น กรณีถ้าคุณไปทำงาน และมีทรัพย์สินมูลค่าสูงติดตัวไปด้วย ก็ควรมองหาความคุ้มครองให้กับสัมภาระ หรือ ทรัพย์สินนั้น ๆ หรือการเรียกร้องกรณีเกิดยกเลิกเที่ยวบินหรือดีเลย์มาก จนงานเกิดความเสียหาย หรือหากคุณเป็นสายลุย ชอบผจญภัย ขึ้นเขาลงห้วย ก็ควรมองหาประกันที่เน้นความคุ้มครอง ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล หรือหากคุณวางแผนเช่ารถขับเที่ยวในต่างประเทศ ก็ควรมองหาความคุ้มครองกรณีหากขับรถชนบุคคลอื่น เป็นต้นค่ะ ทั้งนี้ คุณควรตรวจสอบให้มั่นใจว่า กิจกรรมที่คุณวางแผนไว้ ไม่อยู่ในข้อยกเว้นที่ไม่คุ้มครองด้วย
  2. รูปแบบการเดินทาง : ความถี่ และ ระยะเวลาในการเดินทาง หากคุณเดินทางบ่อยมาก ๆ เช่น ต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นประจำ แนะนำให้ซื้อประกันเดินทางแบบรายปีไปเลย เพราะนอกจากไม่ต้องเสียเวลาซื้อประกันบ่อย ๆ แล้ว ก็ยังประหยัดคุ้มค่ากว่า หรือกรณีที่คุณเดินทางไปอยู่เป็นระยะเวลานาน ๆ เช่น ไปเรียนคอร์สภาษาระยะสั้น 2-3 เดือน เบี้ยอาจถูกกว่าเพียงหลักร้อย ก็ควรซื้อรายปีก็จะคุ้มค่ากว่า เผื่อกรณีที่เดินทางไปอีก ในระยะเวลา 1 ปี ก็จะได้ไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่หากกรณีที่เดินทางไปมากกว่า 3 เดือน ก็อาจต้องเลือกเป็นรายครั้งไป เพราะประกันเดินทางแบบรายปี ส่วนมากจะจำกัดให้อยู่ต่างประเทศได้ไม่เกิน 90 วัน หรือ 120 วัน ต่อการเดินทาง 1 ครั้ง
  3. ความคุ้มครอง : ครอบคลุมความคุ้มครองใดบ้าง ก่อนเลือกประกันเดินทางใด ควรตรวจสอบความคุ้มครองตามมาตรฐานที่ประกันเดินทางพึงมี ซึ่งควรครอบคลุมความคุ้มครองดังนี้
  • ค่ารักษาพยาบาล
  • ค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต
  • ค่าเคลื่อนย้ายฉุกเฉิน ทั้งกรณีเคลื่อนย้ายผู้ป่วยรวมถึงการส่งศพกลับประเทศด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะสูงมากในต่างประเทศ
  • ค่าชดเชยกรณีสัมภาระและทรัพย์สินสูญหาย
  • ค่าชดเชยกรณีเที่ยวบินถูกยกเลิก หรือล่าช้า ทั้งนี้คุณอาจค้นหาความคุ้มครองพิเศษเพิ่มเติมให้ตรงกับความต้องการของคุณได้
  1. แผนเดินทาง : ไปประเทศไหนบ้าง ประเทศที่เราเดินทางไปนั้น ก็เป็นตัวแปรที่ทำให้เบี้ยประกันของเราถูกหรือแพงขึ้นด้วย เช่น หากเดินทางไปประเทศกลุ่มเชงเก้นในโซนยุโรปนั้น ก็จะต้องทำวีซ่าเชงเก้น ที่กำหนดไว้ว่า กรมธรรม์ประกันการเดินทาง จะต้องครอบคลุมวันที่อยู่ในประเทศกลุ่มเชงเก้น และต้องมีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลอย่างน้อย 30,000 ยูโรหรือเทียบเท่า 1,500,000 บาท หรือกรณีถ้าเราต้องเดินทางไป 2-3 ประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน ก็สามารถเลือกแผนคุ้มครองโซนเอเชียได้ แต่ถ้าไป 2 ประเทศ ต่างทวีป ก็ต้องเลือกเป็นคุ้มครองทั่วโลก ทั้งนี้ต้องศึกษารายละเอียดเงื่อนไขของประเทศที่จะไปให้ดีก่อนเลือกประกันเดินทางด้วย
  2. บริษัทประกันภัย : มีชื่อเสียง ไว้วางใจได้ เคลมง่ายเคลมไวเป็นที่แน่นอนเลยว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินใด ๆ คุณย่อมต้องการคำปรึกษา หรือความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัย ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือได้ 24 ชั่วโมงทั่วโลก และมีความรวดเร็ว ทำให้เราอุ่นใจได้ ดังนั้น นอกจากการเลือกแผนประกันเดินทางที่เหมาะสมกับการเดินทางของคุณแล้ว การพิจารณาบริษัทประกันภัยที่มีชื่อเสียง ไว้ใจได้ คือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลย
  3. งบประมาณ : งบในใจของคุณ จริง ๆ แล้ว งบประมาณ หรืองบในใจของคุณ ก็จะมีความสัมพันธ์กับทุกข้อที่กล่าวมาแล้ว เช่น เมื่อคุณทราบว่า กิจกรรมในการเดินทางของคุณ ไม่มีอะไรมาก สุขภาพของคุณก็ดูดี และเดินทางไปสั้น ๆ แค่ 2-3 วัน คุณก็สามารถเลือกประกันที่ไม่จำเป็นต้องมีราคาสูงนัก แต่ในกรณีที่คุณเป็นสายลุย หรือหอบหิ้ว ทรัพย์สินที่มีค่า ไม่ว่าจะใช้ในการทำงานหรือเป็นของฝาก ก็ควรยอมเพิ่มเงินประกันให้เหมาะสมกับกิจกรรมหรือความเสี่ยงของคุณนั่นเอง เพราะเมื่อเกิดเหตุใด ๆ คุณจะรู้เลยว่า ยอมเสียเงินประกันที่มากกว่าอีกหน่อย แต่ได้รับความคุ้มครองอย่างคุ้มค่าจริง ๆ